Home > รีวิวซีรีย์ > The Man Who Laughs ปาฏิหาริย์รักจากโจ๊กเกอร์

The Man Who Laughs ปาฏิหาริย์รักจากโจ๊กเกอร์

โพสเมื่อ วันที่ 18 April 2016 | เปิดอ่าน 938 views | หมวดหมู่ : รีวิวซีรีย์

รีวิวหนัง : The Man Who Laughs ปาฏิหาริย์รักจากโจ๊กเกอร์

รีวิวภาพยนตร์ The Man Who Laughs ปาฏิหาริย์รักจากโจ๊กเกอร์

 



อำนวยการสร้าง:   เฟรดเดอร์ริก บรูเนล (XIII: The Conspiracy)
กำกับ:                    ฌอง ปิแอร์ อเมรีส์  (C’est la vie)
เขียนบท:               ฌอง ปิแอร์ อเมรีส์  (C’est la vie)
บทประพันธ์:         วิคเตอร์ อูโก้ (Les Miserables, The Hunchbackof NotreDame)
นำแสดง:               มาร์ค อองเดรย์ กรองแดง (Goon, Che),เจอร์ราด เดอปาร์ดิเออ (Life of Pi, La Vie en Rose),คริสตาร์ เทอเร่ย์ (LOL)

เกี่ยวกับภาพยนตร์

เด็กน้อยที่ชื่อว่า “กวินเปลน” มาพร้อมกับรอยเหวอะหวะบนใบหน้า ลักษณะของแผลชนิดนี้คือให้เหมือนกับการฉีกยิ้มอยู่ตลอดเวลา เขาถูกทอดทิ้งไร้คนดูแล เขาต้องระหกระเหินเดินออกไปท่ามกลางพายุหิมะ จนกระทั่งไปพานพบกับร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีเด็กทารกตัวน้อยนั่งอยู่ข้างๆ กวินเปลนเห็นดังนั้นจึงพาเด็กทารกคนนั้นไปกับเขาด้วย ทั้งคู่เดินทางผ่านพายุจนกระทั่งได้ถูกพบเจอโดยนักพเนจรคนหนึ่ง นามว่า “เออซุซ” เขาสังเกตได้ในทันทีว่าเด็กทารกสาวคนนี้นั้นได้ตาบอด เขาตั้งชื่อทารกคนนี้ว่า “เดอา” จากนั้นเขาจึงพาเด็กทั้งสองทำความรู้จักกับโลกที่พวกเขาต้องอยู่


องค์ที่สองของภาพยนตร์นั้นเป็นเรื่องที่ข้ามไปในอีก 15 ปีข้างหน้า เมื่อทั้งสามจำต้องย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่และก่อตั้งเวทีละครเวที อาชีพของ “กวินเปลน” นั้นก็คือการเป็นนักแสดงเป็นตัวตลกให้กับกลุ่มนี้ ดังนั้นโรงละครจึงเป็นส่วนสำคัญมากๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไอเดอาแรก ของ วิคเตอร์ อูโก้ นั้นคือ “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของละครเวที” และ ฌองปิแอร์ก็ได้สานต่อความคิดที่ว่าโดยการตีความของโลกละครที่ “กวินเปลน” เล่นอยู่นั้นให้เป็นเสมือนโลกแห่งความจริง

แน่นอนว่าชีวิตจริง “กวินเปลน” นั้นแทบจะเหมือนกับโลกแห่งละคร เพราะความโชคร้ายของชะตาชีวิต หรือแม้กระทั่งรอยแผลเป็นที่เห็นได้ชัดบนใบหน้า เขาจึงยินดีที่ใช้ชีวิตในโลกแห่งโรงละครมากกว่าในชีวิตจริง อย่างน้อยที่สุดตัวละครใบ้ที่เขาเล่นนั้นก็เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วไปต่างกับชีวิตจริงที่ทุกคนต่างรังเกียจเขาเมื่อเห็นใบหน้าอันสยดสยอง จนบางครั้งตัวละครอย่าง กวินเปลน ก็สับสนว่าโลกไหนคือโลกจริงหรือโลกไหนคือละครกันแน่!


ในเรื่องของบทพูด ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ บางส่วนนั้นเป็นการยกคำพูดของหนังสือมาใส่ทั้งประโยคแต่ก็มีบ้างที่เราต้องปรุงแต่งปันสรรค์กันเอง เพราะเราไม่อยากให้ภาพยนตร์ดูเหมือนกับเป็นการย้อนยุคเกินไป ฌองปิแอร์กล่าวว่า “ผมมักจะไม่ชอบเสมอเมื่อภาพยนตร์ในแนวนี้นักแสดงจะต้องมาตะโกนหรือพูดเสียงดังๆใส่กัน จนบางครั้งมันกลายเป็นว่าการแสดงนั้นล้นเกินไป”

เขาต้องการให้นักแสดงนั้นเป็นธรรมชาติให้มากที่สุดเพราะด้วยความที่ตัวละครนั้นมีด้านมืดอย่างชัดเจนเราจึงต้องทำให้นักแสดงมีความเป็นธรรมชาติซึ่งสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์เราจับต้องได้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องอย่าง แบทแมน เดอะ ดาร์ค ไนท์ (THE DARK KNIGHT) ในฉบับของคริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ที่ตัวละครนั้นมีความมืดและความดิบอยู่ในนักแสดงแทบทุกตัว
เกี่ยวกับผู้กำกับ

ย้อนกลับไปเมื่อ พฤศจิกายน 1971 มินิซีรี่ย์ของ วิคเตอร์ อูโก้ “เดอะ แมน ฮู ลาฟท์” ได้ออกอากาศทางโทรทัศน์ในประเทศฝรั่งเศส ท่ามกลางสายตาของคนดูจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มอายุ 10 ขวบ เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่เด็กน้อยธรรมดาๆ คนหนึ่ง เพราะเมื่อเขาได้เติบโตขึ้นมาเขาได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์และเขาคนนั้นมีชื่อว่า ฌอง ปิแอร์ อาเมรี (Jean-Pierre Améris) มันเป็นอะไรที่ทำผมทึ่งมากๆ  คำกล่าวของ ฌอง ปิแอร์ หลังจากนั้นประมาณ 6 ปีเขาก็ไปหานิยายเรื่องนี้มาอ่าน เขารู้สึกอินไปกับเรื่องราวเพราะตัวเขาเองก็เป็นคนที่ผิดแปลกแตกต่างไปจากเพื่อนๆ เพราะเมื่อสมัยที่เขายังเป็นเด็กๆ เขามีส่วนสูงถึง 2 เมตรมันทำให้เขาเป็นเหมือนแกะดำในหมู่เพื่อนๆ เนื่องมาจากความสูงที่เกินเพื่อนๆ ไปเยอะ

เขาจึงมีความรู้สึกเข้าถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ดีกว่าคนอื่นๆ ดังนั้นเขาจึงไม่มีวันลืมตัวละครที่ชื่อว่า “กวินเปลน” (Gwynplaine) บทของเด็กน้อยผู้แสนดีแต่ใบหน้าในถูกทำลายโดยการกรีดหน้าให้เหมือนกับตัวโจ๊กเกอร์ ภาพที่ ฌองปิแอร์ เห็นนั้นติดตาเขามาตั้งแต่เด็กและเป็นภาพแห่งฝันร้ายที่เติบโตมาคู่กับเขา ในวันนั้นเองที่เขาคิดจะเริ่มเข้าวงการภาพยนตร์เขาคิดอยู่ในใจเสมอว่าเขาจะต้องสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริงให้ได้


แต่ก่อนที่เขาจะเริ่มจับงานภาพยนตร์ที่ใฝ่ฝัน เขาเริ่มที่จะจับงานในภาพยนตร์เรื่องอื่นก่อน เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และเมื่อประสบการณ์ที่สั่งสมนั้นมันเข้าที่ เขาจึงเริ่มหันมาจับงานของ วิคเตอร์ อูโก้ ขึ้นอีกครั้ง เขาตั้งปฏิญาณว่าเขาจะไม่สร้างหนังเรื่องนี้เป็นเพียงเพื่อคำนิยามแค่การรีเมค แต่เขาจำเป็นที่จะต้องมีมุมมอง แง่คิดส่วนตัวลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
เกี่ยวกับนักแสดง

มาร์ค อองเดรย์ กรองแดง รับบทเป็น กวินเปลน
พ่อแม่ของเขาส่งเขาก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยวัยเพียงแค่สามขวบในงานโฆษณา จากเด็กหนุ่มฝรั่งเศสตัวเล็กๆ ก็ได้กลายมาเป็นนักแสดงในละครโทรทัศน์มาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเมื่อเข้าถึงวัยรุ่นเขาก็ได้เข้าเล่นในภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องแรกที่ชื่อว่า C.R.A.Z.Y ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาก็สามารถทำให้เขาได้ก้าวกระโดดไปถึงเล่นภาพยนตร์ให้กับฮอลลีวูดอย่างเรื่อง CHE (อัตชีวะประวัติของ เชย์ กัววาร่า) และGOON และเมื่อเขาได้รับรู้ว่าเขาได้ยินเรื่องการคัดเลือกบทภาพยนตร์ในบท “กวินเปลน” ที่โด่งดังเขาจึงรีบบินกลับมาเพื่อที่จะมาทดสอบบทและเขาก็ได้รับบทนั้นตามความใฝ่ฝันของเขาอีกด้วย

ในเรื่องเขารับบทเป็น “กวินเปลน” เด็กหนุ่มที่ถูกกรีดปากให้มีใบหน้าอัปลักษณ์มาตั้งแต่เด็ก เขาถูกตราหน้าว่าเป็นตัวประหลาดและเขาก็หวาดกลัวต่อโลกภายนอก แต่ด้วยความที่เขามีจิตใจที่ดีเขาก็ได้พบกับรักแท้ที่มองเห็นเขาได้ในสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ

เจอร์ราด เดอปาร์ดิเออรับบทเป็น เออซุส
ดารามากประสบการณ์ที่การันตีผลงานมาอย่างโชกโชนอีกทั้งยังได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองอีกด้วย แต่เขาก็กลับถูกมองว่าเป็นแค่ดาราระดับรองเพียงเท่านั้น แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่การแสดงที่ยอดเยี่ยมและสามาถแย่งชิงบทบาทได้ในเกือบทุกบทที่เขารับอย่างเช่นล่าสุดที่เล่นเป็นตัวประกอบในเรื่อง LIFE OF PI ของ อั่งลี่ เขาก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในบทและสามารถแย่งชิงความเด่นบนหน้าจอได้อย่างง่ายดาย

ในเรื่อง THE MAN WHO LAUGHS นั้นเขารับบทเป็น “เออซุส” ชายแก่ผู้ใจดี แม้ว่าเขาจะมีฐานะยากจนและร่อนเร่ไปตามท้องถนนแต่เขาก็ไม่อาจทิ้งเด็กน้อยไว้ตามลำพัง อีกทั้งเขายังเลี้ยงดูเด็กทั้งสองด้วยความเมตตาและอบรมบ่มสอนให้เป็นบุคคลที่ดีแม้เขาจะต้องลำบากแค่ไหนก็ตาม

คริสตาร์ เทอเร่ย์รับบทเป็น เดอา

คริสตาร์ ได้รับบท เดอา เพราะความชอบส่วนตัวที่ของผู้กำกับ เขามองว่าเธอเหมาะสมกับบท แม้ว่าเธอต้องรับบทเป็นคนตาบอด แต่เธอก็สามารถแสดงออกมาได้อย่างแนบเนียน รวมไปถึงความน่ารักไร้เดอางสาของเธอที่ทำให้ผู้กำกับอย่างฌองปิแอร์ถึงกับทึ่งในความสามารถของเธอ ในเรื่องเธอรับบทเป็น เดอา สาวน้อยที่ตาบอดเธอไม่ได้รับรู้ความสวยงามผ่านรูม่านตาแต่เป็นความสวยงามที่มาจากจิตใจ ดังนั้นบทของเธอจึงเปรียบเสมือนแก่นเรื่องที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จำเป็นต้อวให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง