Home > รีวิวหนัง > ถอดรหัสสูตรเด็ดพิชิต Oscar เวอร์ชั่นแม่นอย่างกับตาเห็น

ถอดรหัสสูตรเด็ดพิชิต Oscar เวอร์ชั่นแม่นอย่างกับตาเห็น

โพสเมื่อ วันที่ 21 April 2016 | เปิดอ่าน 1,325 views | หมวดหมู่ : รีวิวหนัง

รีวิวหนัง : ถอดรหัสสูตรเด็ดพิชิต Oscar เวอร์ชั่นแม่นอย่างกับตาเห็น

เมื่อปลายเดือนนี้ (กุมภาพันธ์) จะมีเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญกับวงการภาพยนตร์นั่นก็คือการประกาศผลรางวัล Oscar ที่นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของผู้คนวงการบันเทิง ซึ่งทางนิตยสาร Empire ก็ได้ถอดสูตรการทำนาย Oscar จำนวน 12 ข้อมาให้บรรดาคอหนังได้อ่านกัน ดังนี้
1. ผู้เข้าชิง Best Director (เกือบ) ทั้งหมดสามารถคว้ารางวัล Best Picture ไปครองได้
ทั้งสองรางวัลนี้เปรียบเสมือน ณเดชน์ และ ญาญ่า แห่งวงการบันเทิงบ้านเราที่ต้องอยู่เคียงข้างกัน (เกือบ) ตลอด ตามสถิติแล้วเมื่อย้อนกลับไปดูจะมีแค่ภาพยนตร์เพียงแค่ 4 เรื่องเท่านั้นที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งเวที Oscar ได้โดยไม่ต้องเข้าชิงรางวัลสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ได้แก่ Wings (1930), Grand Hotel (1933), Driving Miss Daisy (1991) และ Argo (2013) ในทางกลับกันตามประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์มีเพียง 2 เรื่องเท่านั้นที่ชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมทั้งที่ไม่ได้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเวที Oscar ได้แก่ Two Arabian Nights (1928) และ The Divine Lady (1930) ซึ่งทั้งคู่ล้วนเป็นภาพยนตร์จากยุค 1920 กันทั้งสิ้น
2. ผู้กำกับยอดเยี่ยมในเวที Oscar ต้องคว้ารางวัลใหญ่ของ Directors Guild of America มาก่อน
รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของ Directors Guild of America (DGA) จะตรงกับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของ Oscar ในทุก ๆ ปี ยกเว้น 7 ครั้งนี้ที่ผู้กำกับซึ่งไม่ได้รางวัล DGA คว้าออสการ์สาขาผู้กำกับเหนือชัยผู้ชนะ DGA ไปได้ ซึ่งมีรายชื่อตามข้างนี้
                Oliver! (เข้าชิง DGA) ชนะ The Lion in Winter (ชนะ DGA) ในปี 1969
                Cabaret (เข้าชิง DGA) ชนะ The Godfather (ชนะ DGA) ในปี 1973
                Out of Africa (เข้าชิง DGA) ชนะ The Color Purple (ชนะ DGA) ในปี 1986
                Braveheart (เข้าชิง DGA) ชนะ Apollo 13 (ชนะ DGA) ในปี 1996
                Traffic (เข้าชิง DGA) ชนะ Crouching Tiger (ชนะ DGA) ในปี 2001
                The Pianist (เข้าชิง DGA) ชนะ Chicago (ชนะ DGA) ในปี 2003
                Life of Pi (เข้าชิง DGA) ชนะ Argo (ชนะ DGA) ในปี 2013
ซึ่งในรายชื่อข้างบนนี้ภาพยนตร์เพียง 3 เรื่องเท่านั้นที่ชนะรางวัล DGA แต่ไม่ได้เข้าชิง Oscar สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมนั่นก็คือเรื่อง The Color Purple, Apollo 13 และ Argo
3. การเข้าชิง Best Screenplay ช่วยการันตีรางวัล Best Picture (เกือบ) ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม!
นับตั้งแต่ 50 ปีที่ผ่านมามีเพียง Titanic เรื่องเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้เข้าชิง Oscar สาขาบทภาพยนตร์ที่สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีนี้กลับบ้านไปครอง ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะพลังลึกลับของ ลิโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่เขาลือกันก็เป็นได้
4. ถ้าไม่เข้าชิงนักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยมจาก SAG มีแววชวดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก Oscar (เกือบ) แน่นอน!
มีเพียงภาพยนตร์เรื่องเดียวที่ไม่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยม (Outstanding Performance by a Cast in a Motion Picture) จาก SAG แต่สามารถคว้ารางวัลใหญ่จากออสการ์ได้นั่นคือ Braveheart ในปี1996 ซึ่งในปีนั้นก็ก็นับว่าเป็นการจัดรางวัล Screen Actor Guild หรือ SAG ครั้งแรก นอกจากนั้นผู้เข้าชิงรางวัลนี้ล้วนเป็นตัวเต็งรางวัล Oscar ทั้งหมด
5. อนิเมชั่น หนังภาคต่อ ภาพยนตร์ต่างประเทศ มักจะไม่ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ถึงแม้รายชื่อหนังประเภทนี้จะได้เข้าชิงในช่วงแรกก็ตาม มีเพียงภาพยนตร์ต่างประเทศเพียงแค่ 9 เรื่องในประวัติศาสตร์ (เรื่องล่าสุดที่ได้เข้าชิงคือ Amour หนังสัญชาติฝรั่งเศสจากปี 2013) และอนิเมชั่นอีก 3 เรื่องที่ได้รับการพิจารณารางวัลสูงสุดนี้ แต่ไม่เคยมีเรื่องไหนคว้าชัยไปครองได้เลยสักครั้ง ส่วนภาพยนตร์ภาคต่อมีเพียง 2 เรื่องได้แก่ The Godfather II และ The Return Of The King ที่สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก Oscar ไปครองได้
6. ผู้กำกับหญิงหรอ ? คุณอาจไม่ได้เข้าชิงด้วยซ้ำ
มีผู้กำกับหญิงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมไปครองได้นั่นก็คือ แคทริน บิเกโลว์ จากเรื่อง The Hurt Locker ในปี 2013 และมีผู้กำกับหญิงเพียง 3 คนเท่านั้นที่เคยเข้าชิงสาขานี้ ได้แก่ ลินา เวิร์ตมูลเลอร์ (Seven Beauties, 1976) เจน แคมเปียน (The Piano, 1993) และ โซเฟีย คอปโปลา (Lost in Translation, 2003)
7. รางวัลเวที Critics’ Choice มีสถิติการทำนายผลออสการ์ที่น่าสนใจ
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1996 สมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์กระจายเสียง หรือ Broadcast Film Critics Association ได้จัดงานประกาศผลรางวัล Critics’ Choice ขึ้นครั้งแรก และระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านรางวัลในเวทีก็มีสถิติที่น่าสนใจไม่น้อยในการทำนายผลออสการ์ (นับถึงปี 2015) โดยมีสถิติประกาศผู้กำกับยอดเยี่ยมตรงถึง 80%, นักแสดงสมทบหญิงและนักแสดงนำชาย 65%, ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 60% และ นักแสดงนำหญิงกับนักแสดงสมทบชาย 55% เหนือกว่า BAFTA ที่มีเปอร์เซ็นต์ตรงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ 55% ตามมาด้วย SAG 50% และ Golden Globes ในสาขาดราม่าที่ 45%
แต่อย่างไรก็ตามเวทีที่มีเปอร์เซ็นต์สูงสุดที่ก็คือ  PGA และ DGA ตามลำดับโดยทั่งคู่มีเปอร์เซ็นต์ตรงกับ Oscar มากกว่า 70 – 75% เลยทีเดียว
8. หากใครได้รางวัลหลัก 4 เวทีดังนี้เตรียมเขวี้ยง Oscar ให้คนนั้นได้เลย   
หากนักแสดงคนใดมีรางวัล BAFTA, SAG, Golden Globe และ Critics’ Choice (สาขาเดียวกัน) อยู่กับตัวแล้วละก็ ตอนคืนประกาศผลเตรียมคำพูดดี ๆ ขึ้นไปกล่าวตอนรับรางวัล Oscar เป็นรางวัลที่ 5 ได้เลย เพราะเปอร์เซ็นต์พลาดแทบจะไม่มี
ซึ่งตั้งแต่ปี 1996 ก็มีนักแสดงทั้งหมด 24 คนด้วยกันที่สามารถคว้ารางวัลทั้ง 5 หรือ บิ๊กไฟฟ์ ไปครอง เช่น เฮเลน เมียร์เรน จาก The Queenจูเลียน มัวร์ จาก Still Aliceเคต วินสเล็ต จาก The Reader และ ฮีท เลดเจอร์ จาก The Dark Knight
ดูรายชื่อนักแสดงทั้งหมดที่ได้บิ๊กไฟฟ์ไปครอง คลิก
9. คอลลีน แอทวูด และ แซนดี้ โพเวล มีแววได้ Oscar สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายสูง
สองคนนี้มีสถิติเข้าชิงรางวัล Oscar สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายรวมกันมากถึง 23 ครั้งและคว้ารางวัลไปได้คนละ 3 รางวัล ซึ่งเธอก็ไม่ใช่เอาชนะแค่ผู้เข้าชิงคนอื่นแต่ยังเอาชนะตัวเองได้อีกด้วย (ย้ำอีกที เอาชนะตัวเอง) โดยในปี 1999 แซนดี้ โพเวล ได้เข้าชิงกับตัวเองจากภาพยนตร์เรื่อง Velvet Goldmine และ Shakespeare in Love ก่อนจะได้รางวัลจากเรื่องหลังไป ซึ่งในปีนี้ก็เช่นเคยแซนดี้ได้เข้าขิงกับตัวเองอีกครั้งจาก Cinderella และ Carol
10. เหนือ ลีโอ ยังมี โรเจอร์ ดีกิ้นส์
เมื่อดูจากสถิติการเข้าชิง Oscar ของ โรเจอร์ ดีกิ้นส์ มีจำนวนที่สูงมากถึง 13 ครั้งแต่ก็ชวดรางวัลนี้ไป 13 คราซึ่งมากกว่า ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่เข้าขิง 6 ครั้ง ทำให้เราคิดได้อย่างเดียวว่าดวงเขาคงจะชงกับเวที
11. รางวัล DGA, PGA และ SAG เป็นกุญแจสำคัญในการคว้า Oscar สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่คว้า 3 รางวัลศักดิ์สิทธิ์ SAG (นักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยม) PGA (โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม) และ DGA (ผู้กำกับยอดเยี่ยม) ไปครองแต่สุดท้ายก็ชวด Oscar สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็คือ Apollo 13 ที่พ่ายให้กับ Braveheart เมื่อปี 1996 และนี้ก็คงเป็นเหตุผลที่ Birdman (3 แชมป์หลัก SAG, PGA และ DGA) สามารถโค่น Boyhood และคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครองได้ในปี 2015
12. ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน #Oscarก็เช่นกัน
เวทีประกวด Oscar ไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้ มีเรื่องต่าง ๆ ให้เราลุ้นอยู่มากถึงแม้จะมีสูตรเก็งผู้ชนะก็ตาม ใครละจะคิดว่าหนังเรื่อง Crash จะเอาชนะ Brokeback Mountain ได้ ไหนจะเรื่องจะเรื่อง Shakespeare in Love ที่โค่นตัวเต็งอย่าง Saving Private Ryan และ Braveheart ที่ล้ม Apollo 13 ซึ่งกวาด 3 รางวัลอันทรงค่าได้อีก
นี้ยังไม่นับเรื่องราวดราม่าต่าง ๆ มากมายตั้งแต่รางวัลนี้สถาปนาขึ้นเมื่อปี 1929 เช่น ข่าวลือพิธีกรประกาศผลผิดในปี 1993 (มาริซา โทเม) และกระแสดราม่าประจำปีนี้กับ #OscarSoWhite
ซึ่งการที่ไม่อาจทำนายผลโหวตของคน 6,000 คนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ทำให้เวทีนี้ลุ้นกันสนุกยิ่งขึ้น และอย่าลืมไปติดตามผลประกาศรางวัล Oscar ได้ประมาณช่วงเช้าของวันที่ 29 กุมภาพันธ์ตามเวลาประเทศไทย

  • ข่าวที่น่าสนใจ
  • ข่าวที่เกี่ยวข้อง
  • 10 หนังดี มีความลับ ที่ผู้กำกับไม่ได้บอก (แต่เราจะเฉลย!!)
    เมื่อความสนุกของผู้กำกับซ่อน 10 ฉากแห่งความลับเอาไว้ในหนังอย่างแนบเนียน เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าฉากหนังแต่ละเรื่องนี้กำลังบอกอะไรเราอยู่ ความสนุกและน่าติดตามในหนังแต่ละเรื่องต่อไปนี้จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อคุณรู้ว่าในแต่ละฉากนั้นมีมากกว่าภาพที่เราเห็น และนี่คือตัวอย่าง 10